วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เขื่อนลาวแตก: กี่ทุนไทยที่ไปสร้างเขื่อนผลิตไฟในลาว

เขื่อนลาวแตก: กี่ทุนไทยที่ไปสร้างเขื่อนผลิตไฟในลาว
เขื่อนน้ำเทิน 2 ในแขวงคำม่วน เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2548 มีทุนไทยไปลงทุน ได้แก่ อิตาเลียน-ไทย และเอ็กโก กรุ๊ป บริษัทลูก กฟผ. เริ่มขายไฟให้ กฟผ.เมื่อปี 2552




เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยที่ทำให้ชาวลาวตอนใต้หลายร้อยชีวิตสูญหาย หลายพันชีวิตต้องไร้ที่อยู่และสูญที่ทำกิน เป็นหนึ่งในหลายโครงการพลังงานที่มีบริษัทจากไทยและธนาคารไทยเป็นผู้ให้เงินกู้

หลังเหตุเขื่อนแตก บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทไฟฟ้าเซเปียน-เซน้ำน้อย ได้มอบเงินสนับสนุนช่วยเหลือเบื้องต้น 1.3 พันล้านกีบ หรือราว 5 ล้านบาทแก่ทางการ สปป.ลาว ทว่าความเสียหายจากเขื่อนแตกทั้งชีวิตและทรัพย์สิน และยังไม่นับต้นทุนทางทรัพยากรทางธรรมชาติในการสร้างเขื่อน ยังไม่มีการประเมินมูลค่าในขณะนี้
  • รัฐมนตรีพลังงานลาว ชี้เขื่อนแตกเพราะก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน
  • เขื่อนลาวแตก: ทำความรู้จักแขวงอัตตะปือ พื้นที่ประสบภัย

เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย คือ 1 ใน 11 โครงการด้านพลังงานที่บริษัทไทยเข้าไปลงทุนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ซึ่งขณะนี้มีโรงไฟฟ้าแล้ว 46 แห่ง และอยู่ในแผนอีก 54 แห่ง ตามแผนพัฒนาประเทศให้เป็น "แบตเตอรีของเอเชีย"
 
ไทยไม่เอาเขื่อน ให้เพื่อนบ้านสร้างแทน

การก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในไทยถูกคัดค้านจากนักสิ่งแวดล้อมและชาวบ้านในชุมชนมากว่าสามทศวรรษ แต่ใน สปป. ลาว การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าคืออุตสาหกรรมใหญ่ของประเทศ โดยมี บริษัทไทยเป็นผู้ลงทุน ธนาคารไทยเป็นผู้สนับสนุนเงินทุน และกฟผ. เป็นผู้ซื้อหลัก


ไทยนำเข้าพลังงานไฟฟ้ามาจาก สปป.ลาว มากที่สุด
รวมกำลังผลิตที่นำเข้า 3,877.6 เมกะวัตต์
กำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งระบบของไทย
แบ่งตามประเภทของโรงไฟฟ้า

  • กฟผ. (36.92%)
  • โรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ในไทย (35.01%)
  • โรงไฟฟ้าเอกชนรายเล็กในไทย (18.98%)
  • นำเข้าจากต่างประเทศ (9.08%)
ที่มา: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย | ข้อมูล ณ เดือน มิ.ย. 2561


















เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย มีมูลค่าโครงการ 3.24 หมื่นล้านบาท มีกำลังการผลลิต 410 เมกกะวัตต์ มีบมจ. ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ถือหุ้นร้อยละ 25 และบริษัทข้ามชาติเกาหลีใต้สองแห่ง เอสเค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ถือหุ้นร้อยละ 26 โคเรียเวสเทิร์นพาวเวอร์ ร้อยละ 25 และวิสาหกิจของลาว (Lao Holding State Enterprise) อีกร้อยละ 24 โครงการนี้ใช้เงินกู้จำนวน 2.2 หมื่นล้านบาท จากธนาคารไทย 4 แห่ง คือ กรุงไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย กรุงศรีอยุธยา และ ธนชาต



เขื่อนไซยะบุรีที่กั้นแม่น้ำโขง คืออีกตัวอย่างของโครงการ ไทยลงทุน-ลาวขาย-ไทยใช่้ เขื่อนไซยะบุรี ถูกกล่าวหาจากกลุ่มองค์กรสิ่งแวดล้อมชี้ว่า เป็นภัยคุกคามต่อทรัพยากรแม่น้ำโขง และจะส่งผลกระทบข้ามแดนต่อประเทศลุ่มน้ำโขง โครงการนี้มีกำลังผลิต 1,285 เมกะวัตต์ มีบริษัท ซี เค พาวเวอร์ บริษํทในเครือก่อสร้างยักษ์ใหญ่ ช.การช่าง เป็นผู้ร่วมลงทุนก่อสร้าง มีธนาคารไทยร่วมให้กู้ 4 แห่ง โดยจะขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. ร้อยละ 95 เริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2562

ย้อนเส้นทางทุนไทยในพลังงานลาว

นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ ผอ.เครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาแม่น้ำโขง มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวกับ บีบีซีไทย ว่า จุดเริ่มต้นของลาวในการเป็นพื้นที่พัฒนาโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้ามีขึ้นหลังการรวมตัวของกลุ่มประเทศภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหรือ GMS ในปี 1995 ต่อมา ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย หรือเอดีบี ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา สำรวจความเหมาะสมทางด้านพื้นที่เพื่อสร้างเขื่อนในลาว ก่อนรัฐบาลลาวเปิดให้สัมปทาน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทุนไทยเข้าไปรับสัมปทานในประเทศเพื่อนบ้าน

นายวิฑูรย์อธิบายว่า บริษัทที่ได้สัมปทานจะเริ่มพัฒนาโครงการ สำรวจความเป็นไปได้ และหาเงินกู้เจรจาขายไฟกับ กฟผ. ก่อนจะเริ่มจดทะเบียนเป็นบริษัทที่ใช้ชื่อของโครงการและกระจายหุ้นส่วนจัดตั้งเป็นบริษัทร่วมลงทุน (Joint venture)




ธรรมาภิบาลของทุนไทยในประเทศเพื่อนบ้าน

นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า ชี้ว่าโครงการที่ปล่อยกู้โดยสถาบันการเงินของไทยไม่มีเงื่อนไขการศึกษาผลกระทบที่รัดกุม ต่างจากหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยธนาคารโลกซึ่งธนาคารนานาชาติยึดถือ

"ธนาคารในนานาชาติเป็นที่ยอมรับว่าต้องมีมาตรฐาน จึงได้ยอมลงนามในมาตรฐานของธนาคารโลกเป็นพื้นฐาน ในการประเมินผลกระทบต่าง ๆ แต่ปรากฏว่าธนาคารไทยไม่มีนโยบายเหล่านี้"

เขาได้ยกตัวอย่างโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 ซึ่งเป็นโครงการแรกของลาวที่เปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนได้โดยตรงในโครงการสาธารณูปโภคของประเทศ ว่าธนาคารโลกมีเงื่อนไขในการลงทุนที่รัดกุม

"ตอนเวิลด์แบงค์มาทำน้ำเทิน 2 มีขั้นตอนเยอะมาก ภาคประชาชนเข้าไปกดดันได้กว่าโครงการจะผ่านได้ใช้เวลา 5-6 ปี แต่โครงการต่อ ๆ มาอย่างน้ำงึม 2 มาตรฐานต่าง ๆ ถูกปฏิเสธว่าเป็นการเสียเวลา และเสียเงินโดยใช่เหตุ" นายวิฑูรย์กล่าว

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ເຂື່ອນໄຟຟ້າດອນສະໂຮງ เขื่อนดอนสะโฮง

ເຂື່ອນໄຟຟ້າດອນສະໂຮງ ຄືບໜ້າເກືອບ60%, ທ້າຍປີໜ້າເປີດການຜະລິດໄດ້


ທ່ານ ຄຳມະນີ ອິນທິລາດ ກຳມະການສູນກາງພັກ ລັດ ຖະມົນຕີກະຊວງພະລັງງານ ແລະ ບໍ່ແຮ່ ພ້ອມດ້ວຍຄະນະ ໄດ້ເດີນທາງໄປຢ້ຽມຢາມ, ຕິດ ຕາມ, ກວດກາ ແລະ ຊຸກຍູ້ການ ກໍ່ສ້າງໂຄງການເຂື່ອນໄຟຟ້າ ດອນສະໂຮງ ເມື່ອວັນທີ 18 ພຶດສະພາຜ່ານມາ ໂດຍໄດ້ ຮັບການຕ້ອນຮັບ ແລະ ລາຍ ງານຄວາມຄືບໜ້າຂອງໂຄງ ການຈາກທ່ານ Zim See Seng ຫົວໜ້າວິສາວະກອນ ປະຈຳພາກສະໜາມ ພ້ອມ ດ້ວຍພະນັກງານ-ກຳມະກອນ ປະຈຳພາກສະໜາມ.



ທ່ານ Zim See Seng ກ່າວວ່າ: ໂຄງການກໍ່ສ້າງເຂື່ອນ ໄຟຟ້າດອນສະໂຮງ ເປັນໜຶ່ງ ໃນບັນດາໂຄງການເຂື່ອນໄຟ ຟ້າທີ່ພັດທະນາຕາມລຳແມ່ນ້ຳ ຂອງໃນດິນແດນຂອງ ສາທາລະ ນະລັດ ປະຊາທິປະໄຕ ປະຊາ ຊົນລາວ ມີທີ່ຕັ້ງຢູ່ທາງພາກໃຕ້ ໃນ ເຂດສີ່ພັນດອນ ເມືອງໂຂງ ແຂວງຈຳປາສັກ. ໂຄງການໄດ້ ເຊັນ MOU ໃນວັນທີ 23 ມີນາ 2006; ຕໍ່ມາວັນທີ 13 ກຸມພາ 2008 ໄດ້ເຊັນສັນຍາພັດທະ ນາໂຄງການ (PDA) ແລະ ມາ ຮອດວັນທີ 5 ມັງກອນ 2016 ໂຄງການໄດ້ເລີ່ມລົງມືກໍ່ສ້າງ ຢ່າງເປັນທາງການ ໂດຍແມ່ນ ບໍລິສັດໄຟຟ້າດອນສະໂຮງ ເປັນຜູ້ໄດ້ຮັບສິດພັດທະນາ ແລະ ສຳປະທານຈາກລັດຖະ ບານ.

ມາຮອດປັດຈຸບັນ ໂຄງ ການກໍ່ສ້າງສຳເລັດແລ້ວ 59% ຄາດວ່າຈະໃຫ້ສຳເລັດ 100% ແລະ ສາມາດເປີດຜະລິດ-ຂາຍ ໄຟຟ້າຢ່າງເປັນທາງການ ໃນ ທ້າຍປີ 2019 ທີ່ຈະມາເຖິງນີ້. ໂຄງການເຂື່ອນໄຟຟ້າ ດອນສະໂຮງ ເປັນເຂື່ອນປະ ເພດຄອນກຣີດອັດແໜ້ນ ຫຼື RCC, ມີກຳລັງຕິດຕັ້ງ 260 MW, ສາມາດຜະລິດກະແສ ໄຟຟ້າໄດ້ 2.000 ກວ່າ Gwh/ປີ.

ເມື່ອໂຄງການກໍ່ສ້າງສຳ ເລັດ ຈະເຮັດໃຫ້ການສະໜອງ ພະລັງງານໄຟຟ້າຢູ່ພາກໃຕ້ ຂອງປະເທດໄດ້ຊົມໃຊ້ຢ່າງ ພຽງພໍ ໂດຍສະເພາະພາຍໃນ ແຂວງຈຳປາສັກ ຊຶ່ງເປັນແຂວງ ໜຶ່ງທີ່ມີພື້ນຖານເສດຖະກິດ ຂະໜາດໃຫຍ່ ແລະ ຂະຫຍາຍ ຕົວສູງ, ມີຄວາມຕ້ອງການ ດ້ານພະລັງງານຫຼາຍ. ນອກຈາກການສະໜອງ ພະລັງງານພາຍໃນປະເທດ ແລ້ວ ໂຄງການຍັງຈະຂາຍ ອອກໄປຕ່າງປະເທດຕື່ມອີກ. ໃນນັ້ນ ເປົ້າໝາຍຕົ້ນຕໍຂອງ ໂຄງການແມ່ນຣາຊະອານາ ຈັກກຳປູເຈຍ ແລະ ຣາຊະອາ ນາຈັກໄທ ເພື່ອນຳເອົາເງິນຕາ ຕ່າງປະເທດເຂົ້າມາພັດທະນາ ເສດຖະກິດ-ສັງຄົມ ໃຫ້ມີການ ຂະຫຍາຍຕົວຢູ່ໃນລະດັບທີ່ ແນ່ນອນ ແລະ ໝັ້ນຄົງ, ຊີວິດ ການເປັນຢູ່ຂອງປະຊາຊົນໄດ້ ຮັບການປັບປຸງດີຂຶ້ນ ໂດຍສະ ເພາະແມ່ນປະຊາຊົນຢູ່ອ້ອມ ແອ້ມໂຄງການຕັ້ງຢູ່ ຊຶ່ງໂຄງ ການມີກອງທຶນພັດທະນາທ້ອງ ຖິ່ນ 1 ລ້ານໂດລາຕໍ່ປີ ຕະຫຼອດ ອາຍຸສັນຍາສຳປະທານ 25 ປີ.

ນອກຈາກນີ້ ລັດຖະບານ ຍັງມີ ລາຍຮັບຈາກການເກັບພາສີ, ອາກອນ, ເງິນປັນຜົນຈາກໂຄງ ການ. ນອກຈາກລັດຖະບານ ຈະໄດ້ຮັບຜົນປະໂຫຍດທາງ ກົງແລ້ວ ຍັງໄດ້ຮັບຜົນປະ ໂຫຍດທາງອ້ອມຢ່າງຫຼວງຫຼາຍ ເປັນຕົ້ນແມ່ນການກໍ່ສ້າງພື້ນ ຖານໂຄງລ່າງ (ຖະໜົນຫົນ ທາງ, ຂົວຂ້າມດອນສະໂຮງ, ຍົກຍ້າຍ-ຈັດສັນ-ກໍ່ສ້າງທີ່ຢູ່ ໃໝ່ ແລະ ຟື້ນຟູຊີວິດການເປັນ ຢູ່ຂອງປະຊາຊົນ ທີ່ໄດ້ຮັບຜົນ ກະທົບຈາກໂຄງການ, ກໍ່ສ້າງ ໂຮງຮຽນ, ສຸກສາລາ, ໄຟຟ້າ, ນ້ຳປະປາ ແລະ ສິ່ງອຳນວຍ ຄວາມສະດວກອື່ນໆ ຊຶ່ງບໍ່ເຄີຍ ມີມາກ່ອນ).

ໃນໂອກາດດັ່ງກ່າວນີ້, ທ່ານລັດຖະມົນຕີ ກໍໄດ້ໃຫ້ ກຽດໂອ້ລົມ ແລະ ໃຫ້ທິດຊີ້ນຳ ບາງບັນຫາ ເພື່ອໃຫ້ຜູ້ພັດທະ ນາໂຄງການໄດ້ສືບຕໍ່ຈັດຕັ້ງ ປະຕິບັດໂຄງການໃຫ້ສຳເລັດ ຕາມແຜນການທີ່ວາງໄວ້ ຊຶ່ງ ກ່ອນອື່ນ ທ່ານໄດ້ສະແດງ ຄວາມຍ້ອງຍໍຊົມເຊີຍຕໍ່ການ ນຳ ແລະ ພະນັກງານ-ກຳມະ ກອນຂອງບໍລິສັດທຸກຄົນ ທີ່ໄດ້ ຕັ້ງໜ້າເອົາໃຈໃສ່ໃນການກໍ່ ສ້າງໂຄງການ ຈົນບັນລຸຕາມ ເປົ້າໝາຍ ໂດຍສະເພາະແມ່ນ ວຽກງານສັງຄົມ, ສິ່ງແວດລ້ອມ ວຽກງານເຕັກນິກ ແລະ ວຽກ ງານອື່ນໆ. ພ້ອມນີ້ ທ່ານຍັງ ຮຽກຮ້ອງໃຫ້ຜູ້ພັດທະນາສືບຕໍ່ ຮັກສາມູນເຊື້ອຜ່ານມາ ເພື່ອ ຜົນປະໂຫຍດສູງສຸດຂອງປະ ເທດຊາດ ກໍຄືຂອງໂຄງການ ໂດຍສະເພາະການປະຕິບັດ ກົດໝາຍ, ລະບຽບການຂອງ ສປປ ລາວ, ການປະຕິບັດ ມາດ ຕະຖານ-ເຕັກນິກຂອງການ ກໍ່ສ້າງໂຄງການຢ່າງເຂັ້ມງວດ.



วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เขื่อนน้ำเทิน 2




โครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 ตั้งอยู่ในที่ราบสูงนากาย (Nakai Plateau) แขวงคำม่วน ประเทศลาว พื้นที่นี้บริเวณป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อันเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายากและใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด เช่น ช้างป่าเอเชีย เป็ดก่า และเซาลา เขื่อนน้ำเทิน 2 จะทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาด 450 ตารางกิโลเมตร และทำให้ประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต้องอพยพโยกย้ายมากกว่า 6,200 คน นักมนุษยวิทยาพบว่า มีชนพื้นเมืองบางกลุ่มในลุ่มน้ำนี้ ใช้ภาษาที่ไม่เคยถูกค้นพบมาก่อนในโลกด้วย และเขื่อนจะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงประชาชนอีกกว่า 100,000 คนที่อาศัยพึ่งพิงแม่น้ำเซบั้งไฟด้วย เพราะการเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าจะปล่อยน้ำจากอ่างเก็บน้ำสู่แม่น้ำเซบั้งไฟ (แผนที่)


เขื่อนน้ำเทิน 2 สร้างโดยใช้รูปแบบที่เรียกว่า BOOT คือ สร้าง–เป็นเจ้าของ–ดำเนินการ และถ่ายโอน (Build-Own-Operate-Transfer) ซึ่งบริษัทผู้ลงทุนจะรับผลประโยชน์ในการขายไฟฟ้าเป็นเวลา 25 ปีก่อนที่จะมอบโอนให้รัฐบาลลาว สำหรับบริษัทเอกชนแล้ว นอกเหนือจากการได้รับผลประโยชน์จากการรับประกันการซื้อจาก กฟผ. แล้ว ยังจะเป็นผู้ที่ได้รับการประกันต่อความเสี่ยง ในการลงทุนจากธนาคารโลก

กลุ่มบริษัทผู้ร่วมลงทุนในโครงการน้ำเทิน 2 ได้แก่ อีเลคทริคซิตี้ เดอ ฟรานซ์ หรือ อีดีเอฟ (Electricite de France – EdF) รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าของฝรั่งเศส ถือหุ้น 35 เปอร์เซ็นต์, บริษัทอิตาเลียน-ไทย ดีเวลลอปเมนท์ หรือ อิตัลไทย (Italian-Thai Development) บริษัทรับเหมาก่อสร้างเอกชน ถือหุ้น 15 เปอร์เซ็นต์, บริษัทผลิตไฟฟ้าไทย จำกัด หรือเอ็กโก (Electricity Generating Company – EGCO) บริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ถือหุ้น 25 เปอร์เซ็นต์ และรัฐบาลลาว ถือหุ้น 25 เปอร์เซ็นต์

โครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 มีมูลค่าการลงทุน 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีกำลังการผลิต 1,070 เมกะวัตต์ จะเริ่มดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในปี 2552 ซึ่งไฟฟ้าที่ผลิตได้ 90 เปอร์เซ็นต์จะส่งขายให้ประเทศไทย

ที่ตั้ง : แขวงคำม่วน สปป.ลาว

ประเภทโรงไฟฟ้า : ประเภทพลังงานหมุนเวียน

เชื้อเพลิงหลัก : พลังงานน้ำ

ปริมาณพลังไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขาย :
1,070 เมกะวัตต์

ปริมาณพลังไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายตามสัดส่วนการถือหุ้น :

374.50 เมกะวัตต์

อายุสัญญา : 25 ปี

เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ : 30 เมษายน 2553

สัดส่วนการถือหุ้น : เอ็กโก 35%
อีดีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล (อีดีเอฟไอ) 40%
Laos Holding State Enterprise (LHSE) 25%







วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

EDL-GEN SOLAR POWER

EDL-GEN SOLAR POWER

ความเป็นมา

เพื่อความปลอดภัยความมั่นคงในการจัดหาพลังงานและความเพียงพอสำหรับการให้บริการความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นของสังคม กระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและ บริษัท ไฟฟ้าดีดูลาวประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 EDL-Gen บริษัท โซล่าเพาเวอร์ จำกัด เป็น บริษัท ร่วมทุนที่ บริษัท ฯ มีนโยบายในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ถือหุ้นร้อยละ 60 โดย บริษัท EDL-Generation Public Company และอีก 40% เป็นของ บริษัท พัฒน์กลเอนเนอร์ยี่แอ็บโซลูทโซล จำกัด

วิสัยทัศน์:

EDL-Gen Solar Power Limited มีความปรารถนาอย่างแรงกล้า: (1) เป็น บริษัท ชั้นนำด้านพลังงานทดแทนในประเทศลาวเพื่อให้เกิดการจัดหาไฟฟ้าเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศลาวพร้อมกับผลิตกระแสไฟฟ้า ทรัพยากร (โรงไฟฟาพลังน้ํา)
(2) เป็น บริษัท ที่มีส่วนร่วมในการทำให้ลาวมีวิสัยทัศน์ในการเป็นประเทศอาเซียนในการที่จะมีส่วนร่วมและให้กำลังใจแก่ประเทศอาเซียนอย่างยั่งยืนและเชื่อถือได้

Mission

เพื่อเป็นผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้แก่ประเทศลาวและประเทศเพื่อนบ้านด้วยพลังที่ยั่งยืนในราคาที่เหมาะสมและเป็น บริษัท มหาชนในอนาคตที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลาว (LSX)
เพื่อให้ บริษัท ฯ มีอำนาจในการรักษาพลังงานอย่างยั่งยืนทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศลาวและประเทศในกลุ่มอาเซียน
เพื่อยกระดับและฝึกอบรมพนักงานเพื่อให้พวกเขาสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนา บริษัท ด้วยความภาคภูมิใจความรับผิดชอบและความเป็นเจ้าของ

ธุรกิจหลัก
เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ฟาร์มกังหันลมและแหล่งพลังงานทดแทนอื่น ๆ และขายไฟฟ้าให้กับ EDL
ร่วมลงทุนกับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนต่างๆโดยเฉพาะในฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อจัดหาอุปสงค์พลังงานในประเทศและความต้องการของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน
เพื่อให้บริการในการติดตั้งหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์และระบบไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์
สร้างพลังงานทดแทนเพื่อสนับสนุนการผลิตทางการเกษตรและการจัดหาน้ำสะอาดให้กับชุมชน

โครงการพลังงานแสงอาทิตย์และแผนขยายกำลังการผลิตในปัจจุบัน:

EDLGEN - โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกตั้งอยู่ที่หมู่บ้านแจ้งวัฒนะอำเภอหนองสำโรงอำเภอเวียงจันทน์ปี 2560
ตามสัญญาระหว่าง บริษัท EDL และ บริษัท EDL-Gen Solar Power จำกัด โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 100 เมกกะวัตต์กำหนดไว้ 2 ระยะคือ

  • เฟสที่ 1 มีกำลังการผลิตติดตั้ง 32 เมกะวัตต์ในเมืองหลวงเวียงจันทน์- โครงการ 3 และ 1.8 เมกะวัตต์ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านแจ้งวัฒนะอำเภอเมืองนนทบุรี - นครหลวงเวียงจันทน์
  • โครงการ 7 และ 8 เมกกะวัตต์ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านโพธิ์คามอำเภอปากนุม
  • โครงการเมกะวัตต์ขนาด 2 เมกะวัตต์ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านน้าหมูอำเภอแสงทองนครหลวงเวียงจันทน์
  • โครงการ 5.2 เมกะวัตต์ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านไม้หมู่บ้านจัดสรรอำเภอนครหลวงเวียงจันทน์
  • โครงการ 5 เมกะวัตต์ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านศรีสะเกษอำเภอนาถาชจังหวัดเวียงจันทน์
  • เฟสที่ 2 มีกำลังการผลิตติดตั้ง 68 เมกะวัตต์มีแผนที่จะดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่ที่มีศักยภาพซึ่งโครงการสามารถเชื่อมโยงกับสายส่งไฟฟ้าของ EDL ได้

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

โรงไฟฟ้าพลังความร้อนหงสา hongsapower.

โรงไฟฟ้าพลังความร้อนหงสา 



โรงไฟฟ้าพลังความร้อนหงสา เป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงหลัก ตั้งอยู่ที่เมืองหงสา แขวงไชยบุรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โครงการไฟฟ้าแห่งนี้ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลลาวครั้งแรก เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว แต่ผู้ลงทุนจากประเทศไทย ติดขัดเรื่องเงินทุนในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน ไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนเวลาในสัญญา ต่อมารัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้ยึดคืนโครงการ และผู้ลงทุนจากประเทศไทยอีกรายหนึ่งได้รับสิทธิ์ ภายใต้สัญญาสัมปทานใหม่ตั้งแต่ 2559-2584




โรงไฟฟ้าแห่งนี้ เปิดทำการผลิตเมื่อ 9 ธันวาคม 2558 มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้งประมาณ 1,878 เมกะวัตต์ เป็นโรงไฟฟ้าใหญ่ที่สุดในประเทศลาว และเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากถ่านหินแห่งแรก เริ่มก่อสร้างปี 2553 เมื่อเปิดเดินเครื่องครบทั้งสามหน่วย ไฟฟ้าที่ผลิตได้ปริมาณ 1,478 เมกะวัตต์จะจำหน่ายให้แก่ไทย ที่เหลืออีก 400 เมกะวัตต์ ขายให้รัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าลาว

บริษัทไฟฟ้าหงสา เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนใน สปป.ลาว ประกอบด้วยผู้ถือหุ้น 3 ราย คือ บริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือหุ้น 40% บริษท บ้านปูพาวเวอร์ จำกัด ในกลุ่มบริษัทบ้านปูจำกัด (มหาชน) จากไทย ถืออีก 40% และ รัฐวิสาหกิจถือหุ้นลาว ซึ่งเป็นนิติบุคคลของรัฐบาลลาว ถือส่วนที่เหลืออีก 20%



เนื้อหาเรียบเรียงจาก : http://www.manager.co.th/Indochina/ViewNews.aspx?NewsID=9580000132120
ภาพประกอบ ได้รับความอนุเคราะห์จาก : ท้าวหูมพัน ขันทวี : 

เขื่อนไซยะบุรี

เขื่อนไซยะบุรี








ความเป็นมาของเขื่อน
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 คณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ สปป.ลาว ได้ออกเอกสาร “แผนพัฒนา พลังงานในประเทศลาว” โดยระบุถึงโครงการด้านพลังงานที่กําลังดําเนินการและโครงการที่อยู่ใน แผน ซึ่งโครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ํา ทั้งนี้ มีการระบุถึงโครงการทั้งหมดกว่า 70 โครงการ แต่มีอยู่ 7 โครงการที่ระบุว่าเป็นโครงการที่ “ไม่เปิดสําหรับการพัฒนา” ซึ่งส่วนใหญ่เป็น โครงการเพื่อนที่ตั้งอยู่บนแม่น้ําโขงสายหลัก แต่ในเวลาไม่กี่เดือนถัดมา รัฐบาลลาวก็ลงนามใน ข้อตกลงกับนักลงทุนสร้างเขื่อนจากประเทศจีน และไทย เพื่อท่าการศึกษาความเป็นไปได้ของ โครงการเขื่อน 2 เขื่อนบนแม่น้ําโขงสายหลัก นั่นคือ เขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนปากลาย (ดูแผนที่ ประกอบ)


ในเดือนพฤษภาคม 2550 บริษัท ช.การช่าง จํากัด (มหาชน) ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับ รัฐบาลลาว เพื่อทําการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการก่อสร้าง เขื่อนไซยะบุรี ขนาดกําลังการ ผลิต 1,260 เมกะวัตต์ โดยตัวเขื่อนจะเป็นเพื่อนแบบ run-of-river (เช่นเดียวกับเพื่อนปากมูน) ซึ่ง จะกั้นแม่น้ําโขงสายหลักที่จังหวัดไซยะบุรี ทางตอนเหนือของประเทศลาว โดยมีมูลค่าการลงทุน ประมาณ 1,700-1,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท


มูลค่าการลงทุนประมาณ 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท และบริษัทจีนยัง จะได้รับสัมปทานในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากรัฐบาลลาวเป็นเวลา 30 ปี (รวมระยะเวลาก่อสร้าง) หากการศึกษาความเป็นไปได้ไม่มีปัญหา


ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

ในขณะที่ข้อมูลของทั้งสองโครงการในปัจจุบันยังมีน้อยมาก แต่การศึกษา “โครงการไฟฟ้าพลังน้ํา แบบ run-of-river บนแม่น้ําโขงสายหลัก" เมื่อปี 2537 ของสํานักเลขาธิการแม่น้ําโขง (ซึ่งต่อมาได้ แปรสภาพเป็นคณะกรรมาธิการแม่น้ําโขงในปี 2538) ได้ประมาณการณ์ไว้ว่า เขื่อนไซยะบุรี และ เขื่อนปากลาย จะต้องอพยพประชาชน 1,720 คน และ 11,780 คน ตามล่าดับ ซึ่งทั้งสองโครงการนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเขื่อนขั้นบันไดแบบ run-of-river (เป็นเพื่อนยกระดับตามลําน้ําแบบ เดียวกับเขื่อนปากมูน) ที่มีการเสนอไว้ 5 เขื่อนทางตอนเหนือของประเทศไทยและลาว นอกจากนี้ การศึกษาเรื่องประมงที่ตีพิมพ์โดยสํานักเลขาธิการแม่น้ําโขงในปีเดียวกันนั้น ยังได้กล่าวถึงข้อมูลที่ ยังมีไม่เพียงพอที่จะประเมินผลกระทบในรายละเอียดของแต่ละโครงการ อย่างไรก็ตาม งานศึกษา ยังได้ระบุถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากมีการสร้างเขื่อนทั้งหมด 5 แห่งตามแผนว่า เขื่อนเหล่านี้จะ เปลี่ยนแปลงล่าน่าโขงที่ไหลอิสระให้กลายเป็นระบบขันบันได และพื้นที่ชุ่มน่า พื้นที่วางไข่และที่อยู่ อาศัยของปลา ปิดกั้นเส้นทางการอพยพของปลาในแม่น้ําโขง และส่งผลกระทบ


ในขณะที่การสร้างเขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนปากลายก็มีประเด็นที่น่าวิตกกังวลไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จากการศึกษาโดยคณะกรรมาธิการแม่น้ําโขงปี 2545 ระบุว่า พื้นที่สร้างเขื่อนทั้งสองแห่งนั้นเป็นหุบ เขาสูงชัน มีพื้นที่ราบลุ่มน้ําท่วมถึงซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของปลาค่อนข้างจํากัด เพราะฉะนั้นปลาใน บริเวณนี้จะอาศัยตามวังปลา (deep pool) ในช่วงล่าน้ําระหว่างไซยะบุรีกับหลวงพระบาง และอพยพ ไปวางไข่ทางตอนบนของล่านาโขง นั่นหมายความว่า หากมีการสร้างเขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนปาก ลายกั้นขวางล่าน้ําโขง ย่อมส่งผลคุกคามต่อประชากรปลาในแม่น้ําโขง

ในรายงานฉบับเดียวกัน ยังได้ระบุถึงวังปลาใกล้กับบ้านเมืองเลียบ ซึ่งชาวประมงในจังหวัดไซยะบุรี เชื่อว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาบึกในหน้าแล้ง ส่วนชาวบ้านที่จังหวัดบ่อแก้วก็เชื่อว่าปลาบึกที่ พวกเขาจับได้มาจากไซยะบุรี

นอกจากนี้ในรายงานฉบับนี้ยังได้หยิบยกประเด็นการท่าลายวังปลาหากมีการสร้างเขื่อน ซึ่ง ผลกระทบข้อนี้เป็นที่ประจักษ์กันดีจากการสร้างเขื่อนในแม่น้ําโขงสาขา เช่น โครงการเขื่อนยาล ฟอลล์บนลานเซซาน และเพื่อนเทน-หินบูนบนลาน้ําเทิน โดยการศึกษาได้ชี้ว่าวังปลาบางแห่งของ ลําน่าเซซานและน้ําเทินได้หายไปอย่างสิ้นเชิง

การสร้างเขื่อนบนแม่น้ําโขงสายหลักเป็นประเด็นร้อนที่ภาคประชาสังคมของประเทศในลุ่มแม่น้ําโขง ตอนล่างต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงความชอบธรรม เนื่องจากแม่น่าโขงถือเป็นแม่น้ํานานาชาติที่ 6 ประเทศใช้ร่วมกัน หากมีการขวางกั้นล่าในตอนบนย่อมส่งผลเสียหายต่อประเทศที่อยู่ทาง ตอนล่าง และโครงการเขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนปากลายที่กําลังวางแผนอยู่นี้ก็มีความเป็นไปได้สูงว่า จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเมืองสําคัญ ๆ ทางใต้เขื่อนอย่างเช่น จังหวัดเลย และจังหวัดหนองคาย ของไทย รวมไปถึงกรุงเวียงจันทน์ของลาวด้วย


ที่ตั้ง : สปป.ลาว

ประเภทโรงไฟฟ้า : ประเภทพลังงานหมุนเวียน

เชื้อเพลิงหลัก : พลังงานน้ำ

ปริมาณพลังไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขาย :

1,280 เมกะวัตต์

ปริมาณพลังไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายตามสัดส่วนการถือหุ้น :

160 เมกะวัตต์

อายุสัญญา : 29 ปี

คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ : ตุลาคม 2562

สัดส่วนการถือหุ้น : เอ็กโก 12.50%
ช.การช่าง 30%
EDL 20%
BECL 7.5%
Natee Synergy 25%
PT construction and Irrigation 5%
CR: www.terraper.org


โครงการไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเงี้ยบ 1


โครงการไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเงี้ยบ 1

ความเป็นมา
บริษัท ไฟฟ้าน้ำเงี้ยบ 1 จำกัด (NNP1PC) ตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเงี้ยบ 1 ใน สปป.ลาว สัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนมีดังนี้
บริษัท KPICNetherlands B.V. 45%
บริษัท EGATi 30%
บริษัท LHSE 25

ข้อมูลโครงการ
โครงการ ไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเงี้ยบ 1 ตั้งอยู่บนแม่น้ำเงี้ยบ แขวงบอลิคำไซ ตอนกลางของ สปป.ลาว ห่างจากเมืองหลวงเวียงจันทน์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 145 กิโลเมตร ขนาดกำลังผลิต 289 เมกะวัตต์ (กำลังผลิตส่วนของบริษัท 86.7 เมกะวัตต์) ประกอบด้วย เขื่อนหลักซึ่งเป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัด มีกำลังผลิต 269 เมกะวัตต์ ผลิตพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละ 1,490 ล้านหน่วย ส่งกระแสไฟฟ้าเข้าระบบส่งไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์ ถึงสถานีไฟฟ้าแรงสูงนาบง และส่งต่อเข้าประเทศไทยผ่านทางระบบส่งไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ เข้าสู่สถานีไฟฟ้าแรงสูงอุดรธานี 3 เพื่อขายไฟฟ้าให้ประเทศไทย โดยทำสัญญาขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) กับ กฟผ. และเขื่อนควบคุมท้ายน้ำ กำลังผลิตติดตั้ง 20 เมกะวัตต์ ผลิตพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละ 122 ล้านหน่วย เชื่อมต่อเข้ากับระบบสายส่งไฟฟ้า 115 กิโลโวลต์ ถึงสถานีไฟฟ้าแรงสูงปากซัน ของการไฟฟ้าลาว (Electricite du Laos: EDL) โดยทำสัญญา PPA กับ EDL ทั้งนี้โครงการมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ พ.ศ.2562 ราคาโครงการประมาณ 27,000 ล้านบาท เงินลงทุนในส่วนของบริษัท 3,692 ล้านบาท



ข้อมูลทั่วไปของโรงไฟฟ้าน้ำงึม 2

ข้อมูลทั่วไปของโรงไฟฟ้าน้ำงึม 2

Nam Ngum 2 Power Plant General Information

NTPC เป็น บริษัท ที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลลาวและผู้ถือหุ้นเอกชนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเทิน 2 เพื่อดำเนินการและดำเนินโครงการในระยะ 25 ปีแรกของการดำเนินงาน NTPC มุ่งมั่นในการดำเนินกิจการโรงไฟฟ้าพลังน้ำระดับโลกและเพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่รอบโครงการ เราทำงานอย่างใกล้ชิดกับชาวท้องถิ่นทุกระดับของรัฐบาลลาว บริษัท ผู้ถือหุ้นไทยและฝรั่งเศสสถาบันการเงินและการพัฒนาระหว่างประเทศและพันธมิตรอื่น ๆ 
CR:
http://www.namtheun2.com/











CR: http://www.namtheun2.com/

ความเป็นมาของโครงการเหมืองหงสา

ความเป็นมาของโครงการเหมืองหงสา


ความเป็นมาของโครงการ1. ที่ตั้งโครงการ


โครงการโรงไฟฟ้าปากแม่น้ำหงสาตั้งอยู่ที่อำเภอหงสาแขวงเซียะบุรีจังหวัดสปป. ลาวในเขตตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 90 กิโลเมตรจากจังหวัดในเมืองไซยะบุรีไปยังด่านตรวจคนเข้าเมือง Nguen International และจุดตรวจชายแดนลาว - ​​ไทย 34 กิโลเมตรจากด่านชายแดนลาว - ​​ไทย จังหวัด). สถานที่ที่เหมาะธรณีวิทยาทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า
โครงการนี้ประกอบด้วยสองส่วนคือโรงไฟฟ้าและเหมืองแร่กําลังการผลิตโรงไฟฟ้าพลังความร้อนจํานวน 3 ยูนิต x600 เมกะวัตต์ มีการสร้างเขื่อนไว้สองแห่งเพื่อสำรองน้ำหล่อเย็นและใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้ไฟฟ้าซึ่งคาดว่ามูลค่าน้ำที่โรงไฟฟ้าคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 40-50 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อปีหรือถ่านหินลิกไนต์ 13,60 ล้านตันต่อปี

โครงการไฟฟ้าพลังน้ำมูลฝอยขนาด 1,800 เมกะวัตต์


MAP1: ที่ตั้งโครงการ
สายส่งไฟฟ้า 500 kV ประมาณ 67 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้าไปยังชายแดนไทย - ลาวและสร้างสายส่งไฟฟ้า 115 kV เพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายภายในประเทศลาวไฟฟ้า (EDL) ส่วนหนึ่งจากนี้มีการปรับปรุงถนน 31 กิโลเมตรไปยังชายแดนลาว - ​​ไทยและจะมีการสร้างถนนบายพาสเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรทางถนนไปยังอำเภอเมืองไม่อนุญาตให้ผ่านพื้นที่โรงไฟฟ้า สำหรับช่วงแรกของการผลิตกระแสไฟฟ้าจะใช้หินปูนจากเหมือง Nguen สำหรับระบบเก็บฝุ่น (Electrostatic Precipitator - ESP)

2. เหตุผลของโครงการ
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นประเทศที่ปิดบังที่ดิน 70% เป็นพื้นที่ที่มีภูเขาเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศที่มีประชากรเกือบครึ่งหนึ่งอยู่ในเกณฑ์ความยากจนโดยมี GDP ต่อคนต่อปีต่ำกว่า 500 เหรียญสหรัฐการศึกษาตามสถาบัน เช่นธนาคารโลกได้ระบุสองตัวเลือกหลักสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ - การส่งออกผลิตภัณฑ์จากไม้เขตร้อนและการส่งออกของพลังน้ำ อย่างไรก็ตามการที่ผลิตภัณฑ์ไม้แปรรูปจากไม้เขตร้อนได้รับการพิจารณาว่าเป็นผลิตภัณฑ์ไม้แปรรูปจากไม้เขตร้อนที่ไม่ยั่งยืนและเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมตัวเลือกนี้ไม่เป็นที่ยอมรับของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ("GOL") หนึ่งในไม่กี่คนที่พร้อมและยั่งยืนต่อ GOL เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมคือพลังงานน้ำเนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านในประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากประเทศลาวในระยะยาว

3. ประวัติโครงการ

การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเพื่อการส่งออกไฟฟ้าทั้งในประเทศไทยและเวียดนามได้รับการยอมรับในข้อตกลงระหว่างรัฐบาลระหว่างประเทศต่างๆ นอกจากผลประโยชน์ที่ได้จากการส่งออกไฟฟ้าแล้วยังจำเป็นต้องพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำเพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งในปัจจุบันและภายในประเทศสำหรับอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยและในประเทศ

โครงการพัฒนาไฟฟ้าพลังความร้อนเป็นโครงการแรกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่ได้รับการคัดเลือกจาก GOL เพื่อให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยมีทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ ดังนั้นในปีพ. ศ. 2537 บริษัท ลิกไนต์ไทย - ลาวได้ลงนามสัญญาพัฒนาโครงการกับ บริษัท โกล (GOL) เพื่อพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อน 700 เมกะวัตต์ในเขตหงสาจังหวัดเซียยาบรีประเทศลาว ในเดือน ธ.ค. 2549 บริษัท บ้านปูเพาเวอร์ จำกัด ("BPP") ซึ่งเป็น บริษัท ย่อยของ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ("HOU") ร่วมกับ GOL โดยมีสิทธิพิเศษในการพัฒนาเหมืองถ่านหินลิกไนต์และโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาบ้านปูฯ ได้พัฒนาโครงการทั้งสองอย่างขยันขันแข็ง


ในวันที่ 27 ธันวาคม 2550 กฟผ. ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงพิกัดอัตราค่าไฟฟ้า ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมากระบวนการจัดตั้ง บริษัท โครงการได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในขณะที่งานก่อสร้างก่อนการก่อสร้างที่
เว็บไซต์ Hongsa ได้เริ่มดำเนินการแล้ว ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 GOL ได้อนุมัติสัญญาสัมปทาน (CA) จนถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ได้มีการลงนามสัญญาผู้ถือหุ้นระหว่าง Lao Holding State Enterprise (LHSE), RATCH และ Banpu LHSE ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวร่วมกันจัดตั้ง บริษัท Hongsa Power Company Limited (HPC) และ บริษัท ภูฟ้าเหมือง จำกัด (PFMC) ซึ่งทั้งสองแห่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงเวียงจันทน์ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว วัตถุประสงค์ของ HPC และ PFMC คือการดำเนินการและดำเนินการโครงการ Hongsa Project ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากพอง 1,800 เมกะวัตต์ในเขตหงสาจังหวัดเซียยาบรีประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว